รู้จักไม้สัก : บริษัท เรือนไม้สักทอง จำกัด
ถิ่นกำเนิดของไม้สัก
ไม้สัก มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Teak และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tectona grandis อยู่ในวงค์ Verbenaceae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในตอนใต้ของประเทศอินเดีย พม่า ไทย อินโดนีเซีย และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก

ไม้สัก เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ และบางส่วนของภาคกลางและตะวันตก คือ ในท้องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ สำพูน เชียงราย สำปาง แพร่ น่าน ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ และพิจิตรและมีบ้างเล็กน้อยในจังหวัด นครสวรรค์ อุทัยธานี และกาญจนบุรี

ไม้สัก ชอบขึ้นตามพื้นที่ที่เป็นภูเขา แต่ในพื้นที่ราบที่น้ำไม่ขังไม้สักก็ขึ้นได้ดีเช่นเดียวกัน ในพื้นที่ที่เป็นดินปนทรายแต่น้ำไม่ขัง ไม้สักมักขึ้นเป็นหมู่ไม้สักล้วน ๆ และมีไม้ขนาดใหญ่ ไม้สักชอบพื้นที่ที่มีชั้นดินลึก การระบายน้ำดี ไม่ชอบดินแข็งและน้ำท่วมขัง

ไม้สัก ขึ้นได้ดีในดินที่เกิดจากหินหลายชนิด แต่ความเจริญงอกงามของไม้สักขึ้นอยู่กับความลึก การระบายน้ำ ความชื้น และความอุดมสมบูรณ์ ของดินนั้น ๆ โดยเฉพาะในดินที่เกิดจากหินปูนซึ่งแตกแยกผุผังจนกลายเป็นดินร่วนที่ลึก ไม้สักชอบมากและเจริญเติบโตดีมาก ไม้สักชอบดินที่มีความเป็นกลางและด่างเล็กน้อย ค่า pH ระหว่าง 6.5-7.5 ปริมาณน้ำฝน ระหว่าง 1,200-2,000 ม.ม. ต่อปี ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไม่เกิน 700 เมตร และมีฤดูแล้งแยกจากฤดูฝนชัดเจนจะทำให้ไม้สักมีลวดลายสวยงาม
ลักษณะบางประการ

ไม้สัก เป็นต้นไม้ผลัดใบ ขนาดใหญ่มีลำต้นเปลา มักมีพูพอน ตอนโคนต้นเรือนยอดกลม สูงเกินกว่า 20 เมตร
เปลือก หนา 0.30-1.70 ซม. สีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนแกมเทา แตกเป็นร่องตื้น ๆ ไปตามทางยาวและหลุดออกเป็นแผ่นบาง ๆ เล็ก ๆ
ใบ ใหญ่ ความกว้าง 25-30 ซม. ความยาว 30-40 ซม. รูปใบรีมน หรือรูปไข่กลับ แตกจากกิ่งเป็นคู่ ๆ ท้องใบสากหลังใบสีเขียว แกมเทา เป็นขน
ดอก เล็กสีขาวนวล ออกเป็นช่อใหญ่ ๆ ตามปลายกิ่งเริ่มออกดอกเดือน มิถุนายน เป็นต้น
ผล ค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 ซม. ผลหนึ่ง ๆ มีเมล็ดใน 1-4 เมล็ด เปลือกแข็งมีขนสั้น ๆ นุ่ม ๆสีน้ำตาล หุ้มอยู่ ผลแก่ในราวเดือน พฤศจิกายน-มกราคม
ลักษณะเนื้อไม้ สีเหลืองทอง ถึงสีน้ำตาลแก่ มีลายเป็นเส้นสีน้ำตาลแก่แทรก เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ แข็งปานกลาง เลื่อยใสกบ ตบแต่งง่าย

คุณสมบัติบางประการ
ไม้สัก ปลวกและมอดไม่ทำอันตราย เพราะในเนื้อไม้สักมีสารเคมีพิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อ O-cresyl methyl ether สารเคมีชนิดนี้ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ของกรมป่าไม้ มีคุณสมบัติ เมื่อทาหรืออาบไม้แล้วไม้จะมีความคงทนต่อ ปลวก แมลง เห็ดราได้อย่างดียิ่ง นอกจากนี้ในไม้สักทอง ยังพบว่ามีทองคำปนอยู่ 0.5 ppm. (ไม้สักทอง 26 ต้น มีทองคำหนัก 1 บาท)

ไม้สัก เป็นไม้เนื้อแข็งตามมาตรฐานของกรมป่าไม้ จากการทดลองตามหลักวิชาการไม้สักมีความแข็งแรงสูงกว่า 1,000 กก./ตร.ซม. และมีความทนทานตามธรรมชาติ จากการทดลองนำส่วนที่เป็นแก่นของไม้สักไปทดลองปักดิน ปรากฏว่า มีความทนทานตามธรรมชาติเกินกว่า 10 ปี (ระหว่าง 11-18 ปี)
 
การคัดเลือกแม่ไม้สักทอง
การคัดเลือกแม่ไม้ (Plus tree) เป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการปรับปรุงพันธุ์ไม้สักทอง ผลจากการคัดเลือกแม่ไม้ จะทำให้ได้สายพันธุ์ของไม้ ที่มีคุณลักษณะดี สำหรับนำไปใช้ในการขยายพันธุ์ ทั้งจากการเพาะด้วยเมล็ดโดยการสร้างสวนเมล็ดพันธุ์ หรือการผลิตกล้าไม้คุณภาพดีแบบ ไม่อาศัยเพศ เช่น การตัดกิ่งปักชำ และ การะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การมีแม่ไม้ทีดีนั้นอาจเป็นหลักประกันได้ว่า จะให้เมล็ดหรือกล้าไม้ที่ดีสำหรับการ ปลูกสร้างสวนป่าเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มผลผลิตเนื้อไม้ต่อหน่วยเนื้อที่ได้
การคัดเลือกแม่ไม้สักทองมีหลักในการพิจารณาอยู่หลายประการ ทั้งการพิจารณาจากลักษณะภายนอก (Phenotypes) และลักษณะภายใน (Genotypes) ลักษณะภายนอกสามารถพิจารณาได้ทันที ตามหลักวิชาการใช้วิธีประเมินค่าลักษณะต่าง ๆ ของต้นไม้ โดยการให้คะแนน ส่วนลักษณะภายในพิจารณาได้ยากเพราะจะต้องมีการโค่นต้นไม้หรือเลื่อยแปรรูปเสียก่อนจึงจะพิจารณาได้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องเสียแม่ไม้ที่ให้เมล็ด ไป แต่ถ้าเป็นการตัดกิ่งปักชำ หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อโค่นแม่ไม้แล้วสามารถใช้หน่อจากต้นตอได้

การคัดเลือกแม่ไม้สักทองในประเทศไทย มีลักษณะในการพิจารณากว้าง ๆ ดังนี้

1. อายุของต้นไม้
ไม้สักทองที่สามารถนำมาทำเป็นแม่ไม้ได้นั้น ควรมีอายุไม่น้อยกว่า 15 ปี ทั้งนี้ เพราะไม้สักทองที่ปลูก จะนำไปใช้ประโยชน์เมื่อมีอายุ ประมาณ 15 ปี ไม่ควรเลือกไม้สักทองที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี เป็นแม่ไม้ ถึงแม้ว่าจะมีขนาดโตตามที่กำหนดไว้ก็ตาม เพราะกล้าไม้ที่ได้จากแม่ไม้ที่มีอายุ น้อยจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร

2. ลักษณะของลำต้น
ลักษณะภายนอกที่สำคัญประการแรก ในการคัดเลือกไม้สักทอง เพื่อใช้ทำแม่ไม้ ควรคัดเลือกลักษณะของลำต้น ต้องเปลาตรง ไม่บิด คดงอ และกิ่งก้านไม่มาก กล่าวคือ มี clear bole ยาวกว่าต้นอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการปลูกไม้สักทอง เพื่อใช้ประโยชน์จากลำต้น ไม้สักทองที่มีลำต้นเปลาตรง จะขายได้ราคาแพงกว่าไม้สักทองที่ลำต้นคดงอ

3. ขนาดของลำต้น
ลักษณะภายนอกที่ควรพิจารณาอันดับต่อไป ก็คือ ขนาดของลำต้น ควรคัดเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่กว่าต้นอื่น ๆ ในชั้นอายุเดียวกันซึ่ง ควรมีความโตทางเส้นรอบวงเฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 7.0 ซ.ม. การคัดเลือกแม่ไม้สักทองโดยพิจารณาความโตเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจาก ต้นไม้ขนาดใหญ่ ย่อมให้ปริมาตรเนื้อไม้ต่อเนื้อที่สูงกว่า และไม้สักทองที่มีความเจริญเติบโตดี จะสามารถถ่ายทอดลักษณะความเจริญเติบโตที่สมบูรณ์แข็งแรงไปยังรุ่น ต่อ ๆ ไปด้วย

4. เรือนยอด
รูปทรงเรือนยอดต้องเป็นพุ่ม ได้สัดส่วนกับความสูง รัศมีความกว้างของทรงพุ่มรอบเรือนยอดเท่ากัน น้ำหนักเรือนยอดไม่ถ่วงไป ด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ต้นไม้โค่นล้มได้ง่ายเมื่อเกิดลมพัดแรง

5. ลักษณะและคุณภาพของเนื้อไม้
วัตถุประสงค์ในการปลูกไม้สักทองนั้น นอกจากต้องการต้นไม้ที่รูปทรงดีและโตเร็วแล้ว ยังมีความต้องการเนื้อไม้สักทองที่มีลวดลาย สวยงามด้วย ดังนั้น ต้นสักที่มีลวดลายสวยงามจึงเป็นที่ต้องการและควรคัดเลือกไว้เป็นแม่ไม้

6. ความต้านทานโรคและแมลง
ปัจจุบัน ปรากฏว่า สวนสักทองของทางราชการและเอกชนที่ปลูกไว้แล้วมีโรคและแมลงรบกวนเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหาย ที่บริเวณ ลำต้น ใบ กิ่งก้าน เปลือกหรือส่วนอื่น ๆ ดังนั้น การคัดเลือกแม่ไม้ไว้ทำพันธุ์ ต้องไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยของโรคและแมลงรบกวนตามส่วน ต่าง ๆ ของลำต้นดังกล่าวแล้ว

7. ความสามารถในการแตกหน่อ
ความสามารถในการแตกหน่อของไม้สักทอง จะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการโค่นต้นไม้เสียก่อน แต่ก็เป็นผลดีในการปรับปรุงพันธุ์ การขยายพันธุ์โดยวิธีแตกหน่อในรุ่นต่อไป และการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แม่ไม้สักทองควรจะต้องมีการแตกหน่อที่ดีและให้หน่อที่ สมบูรณ์ด้วย

8. ความสามารถในการแตกรากของกิ่งปักชำ
ลักษณะในข้อนี้ มีความจำเป็นสำหรับการเตรียมกล้าไม้สักทองแบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นการใหม่ที่กำลังได้รับการพัฒนาเพื่อการ ปลูกสร้างสวนสักทอง ที่มีประสิทธิภาพในอนาคต การทดสอบความสามารถของแม่ไม้ในข้อนี้ จำเป็นต้องมีการทดลองเก็บข้อมูลไว้สำหรับการ ปรับปรุงพันธุ์

9. ความสามารถในการถ่ายทอดและดำรงพันธุ์
แม่พันธุ์ที่ดีต้องให้ลูกไม้ที่มีลักษณะเด่นเหมือนแม่พันธุ์นั้นกล้าไม้รุ่นต่อ ๆ ไปต้องไม่กลายพันธุ์ง่าย สามารถถ่ายทอดลักษณะที่ดี ได้ตลอดไป ลักษณะเช่นนี้จะทราบได้ต้องใช้เวลาในการศึกษาทดลองไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตัดสินใจได้

วิธีดูไม้สักทองกับไม้สักธรรมดานั้น ให้ดูที่สีสันของเนื้อไม้สักครับ เพราะถ้าเป็นไม้สักทองจะมีลวดลายของเนื้อไม้สวยงาม และมีสีน้ำตาลอมเหลืองทอง ส่วนเรื่องความแข็งแรงนั้นไม้สักทองกับไม้สักชนิดอื่นๆมีความแข็งแรงใกล้เคียงกันครับ
 
ซึ่งจากคุณสมบัติที่เด่นๆของไม้สัก คือ ปลวกไม่กิน มีความยืดหดตัวต่ำ สามารถตกแต่งง่าย ทำให้ในปัจจุบันราคาไม้สักทองนั้นสูงเป็นทองคำสมชื่อ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก(แต่ร้านเราราคาไม่แพงเวอร์นะครับ) และคาดว่าราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม้สักทองเริ่มหายากมากขึ้นเรื่อยๆแต่ความต้องการยังมีสูงเหมือนเดิม เพราะคนไทยถือว่าไม้สักเป็นไม้มงคลและยังให้ความภาคภูมิใจแก่ผู้มีไว้ครอบครองอีกด้วย เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าไม้สักนั้นเป็นไม้ชั้นดีอันดับหนึ่งของโลก

หน้าต่างไม้สัก
หน้าต่างไม้สักเป็นหน้าต่างไม้ที่มีคุณภาพดีจากคุณภาพของไม้สักเอง เพราะว่าไม้สักเป็นไม้ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับการสร้างบ้านเรือนในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม้สักเริ่มหายากมากขึ้นทำให้ราคาไม้สักยิ่งมีราคาแพงมากขึ้นตามไปด้วย และมีความต้องการมากขึ้นสำหรับคนที่มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง ที่ต้องการนำไม้สักมาประดับตกแต่งบ้านหรืออาคาร สำหรับหน้าต่างไม้สักในปัจจุบันมักถูกผลิตมาจากไม้สักที่มีการปลูกเพื่อค้าไม้สักเอง ไม่ได้เป็นไม้สักป่า แต่ก็มีขนาดพอเหมาะที่จะทำหน้าต่างไม้สักได้ดี หน้าต่างไม้สัก มีคุณลักษณะพิเศษที่ดี คือ มีความแข็งแรงทนทานมาก สามารถใช้งานได้ดี มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ต้องกังกลปัญหาเกี่ยวกับปลวกมอดกัดเนื้อไม้ หรือแมลงที่จะมารบกวนไม้สักได้ หน้าต่างไม้สักมีสีออกเหลืองน้ำตาลและมีลายไม้ที่สวยงามมากกว่าไม้ชนิดอื่น ทำให้ราคาหน้าต่างไม้สักมีราคาสูงกว่าหน้าต่างไม้ชนิดอื่น ข้อดีอย่างอื่นของหน้าต่างไม้สัก 
คือ หน้าต่างไม้สักจะมีน้ำหนักเบาเพราะไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อนแต่ถึงอย่างนั้นก็ตามไม้สักนั้นก็ยังมีความสามารถในการรองรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าหน้าต่างไม้สักนั้นจะมีความสวยงาม แต่การเลือกใช้หน้าต่างไม้สักในบางครั้งยังไม่สามารถนำมาใช้ได้กับบ้านที่ปลูกสร้างตามสมัยใหม่เพราะหน้าต่างไม้สักเองนั้นอาจจะดูไม่เข้ากับตัวบ้านเอาได้ง่ายๆ ยิ่งหากเป็นบ้านที่สร้างด้วยรูปแบบของทางฝั่งตะวันตกยิ่งไม่ควรนำหน้าต่างไม้สักไปใช้เป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้รูปลักษณ์ของตัวบ้านเกิดความขัดแย้งได้ง่าย ดูไม่สวยงาม ทั้งนี้คุณอาจเลือกขอรับบริการคำแนะนำคำปรึกษาในการเลือกซื้อหน้าต่างไม้สักหรือการตกแต่งบ้านด้วยไม้สักจากแหล่งซื้อขายไม้สักทั่วไปตามท้องตลาด ได้แก่ ร้านขายไม้สัก บริษัทจำหน่ายไม้สัก ร้านขายพื้นไม้สัก ตัวแทนขายไม้สัก ร้านขายหน้าต่างไม้สัก ร้านรับติดตั้งหน้าต่างไม้สัก ร้านรับปูพื้นไม้สัก ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก เป็นต้น

จริงหรือไม่ไม้สักปลูกง่ายตายยาก
ส่วนใหญ่มักพบว่า การปลูกไม้สักนั้นมักอาศัยการปลูกด้วยเหง้ามากกว่าการปลูกด้วยวิธีอื่นๆ เมื่อไม้สักมีการตั้งตัวติดแล้วนั้น เมื่อมีอะไรมาเหยียบย่ำก็จะไม่ตาย แม้แต่มีหญ้าที่ขึ้นปกคลุมต้นสักก็จะยังคงเจริญเติบโตได้ดีอยู่ แม้อาจพบว่ามีบางส่วนที่โผล่ขึ้นพ้นจากดินถูกศัตรูพืชทำร้ายตาย แต่รากเหง้าของต้นสักที่อยู่ใต้พื้นดินจะยังคงมีชีวิตอยู่ และพร้อมทุกเมื่อที่จะเจริญเติบโตพุ่งแทงขึ้นมาทันที่ที่เริมมีฝนหรือน้ำมาหล่อเลี้ยงแต่ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ มักสวนทางกับการเจริญเติบโตของไม้สัก แม้สักจะเป็นไม้ที่ปลูกง่ายตายยากก็จริงแต่ก็เป็นไม้ที่มีการเจริญเติบโตช้าอีกด้วย ซึ่งปัจจัยของการเจริญเติบโตของต้นสักนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ ซึ่งอาจมาจากลักษณะของพื้นที่ๆ ใช้ในการเพาะปลูก ตลอดจนคุณภาพของพันธุ์ไม้ที่ใช้ในการเพาะปลูก หากมีการเลือกพื้นที่ในการเพาะปลูกที่เหมาะสมและพันธุ์ไม้สักที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่ใช้ปลูกก็จะยิ่งทำให้ไม่สักตายยาก และเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้นหากได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่ ดังนั้นการเลือกพันธุกรรมของเหง้าสักจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของการปลูกไม้สัก ซึ่งหากคิดที่จะปลูกแล้วก็ต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นอย่างดี เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่ใช้ในการเพาะปลูก เพราะในแต่ละพื้นที่มีลักษณะที่แตกต่างกันทั้งในด้านสภาพอากาศ และความอุดมสมบรูณ์ของดิน

ปัจจัยควบคุมการเจริญเติบโตของไม้สัก
1. ไม้สักมักเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น หรือมีปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,250-2,500 มิลลิเมตรต่อปี และมีช่วงฤดูแล้ง 3-5เดือน จึงจะทำให้ไม้สักเจริญเติบโตได้ดี
2. ไม้สักจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 27-36 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน และ 20-30 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน
3. ไม้สักนั้นเป็นไม้ที่อบแสงสว่าง โดยปริมาณแสงที่เหมาะสมคือ 75-95% ของปริมาณแสงกลางวันที่ได้รับเต็มที่
4. ไม้สักมักเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่ดินมีการระบายน้ำที่ดี และชั้นดินมีความลึกมาก
5. ไม้สักตามธรรมชาติมักขึ้นตามพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 200-1,000 เมตร

การนำไม้สักมาใช้ประโยชน์
ไม้สักนั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมายหลายรูปแบบ ทั้งในงานก่อสร้างและงานฝีมือประเภทต่างๆ ถึงแม้ไม้สักจะเป็นไม้ที่มีราคาแพง แต่ด้วยความสวยงามของเนื้อไม้ ความสามารถต้านทานแมลง เห็ดรา และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน จึงทำให้ความนิยมในไม้สักยังมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยการนำไม้สักไปใช้งานนั้นก็ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของไม้สักเองว่ามีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ซึ่งไม้สักที่เป็นไม้ซุงขนาดเล็กนั้นมักจะนำมาสร้างเป็นบ้านไม้ซุงที่มีความคงทนและสวยงาม หรือไม่ก็นำมาทำเป็นวงกบประตูหน้าต่างซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ในขณะที่ไม้สักที่เป็นไม้ซุงขนาดใหญ่นั้น มักจะถูกนำมาสร้างเป็นอาคาร ที่อยู่อาศัย หรือทำเป็นไม้แกะสลักและเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก เป็นต้น


โปรโมชั่น: แบบบ้านสวย ราคาพิเศษ
เรือนมหาหงส์ โปรโมชั่น โปรโมชั่น 5.9 ล้าน (ปกติ 6.9 ล้าน)
เรือนผกากรอง โปรโมชั่น 5.5 ล้าน (ปกติ 5.9 ล้าน)
เรือนมะลิ โปรโมชั่น 1.89 ล้าน (ปกติ 2.5 ล้าน)
ชมแบบบ้านทั้งหมด คลิกที่นี่